วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ร้านกาแฟซิตี้ไลท์


  ร้านนี้ตั้งอยู่ในสุขุมวิท ซอย 4 ค่ะ เป็นห้องแถวแคบๆ ห้องหนึ่ง เจ้าของร้านนี้ คือมูลนิธิไนท์ไลท์ เป็นมูลนิธิที่ช่วยผู้หญิงที่ทำงานกลางคืนนะคะ ที่มาตั้งร้านอยู่ที่นี่ ก็เหมือนมาตั้งสำนักงานอยู่ในพื้นที่ ที่หาลูกค้าง่ายนั่นเอง แต่แทนที่จะเปิดสำนักงาน แล้วต้องเสียค่าใช้จ่าย ก็ขายกาแฟซะเลย เพื่อนำรายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายสำนักงาน โดยมีอาสาสมัครมาช่วยทำงานในร้าน มีทั้งอาสาสมัครชาวไทยและต่างชาตินะคะ 
ทีนี้จะเล่าเรื่อง งานของมูลนิธิไนท์ไลท์ หน่อยค่ะ มูลนิธินี้เขาเสนอความช่วยเหลือให้ผู้หญิงที่ทำงานกลางคืนอยู่ และตั้งใจมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนงานไปทำอาชีพอื่น ผู้ที่สนใจก็มาติดต่อสำนักงานได้ ทางสำนักงานก็จะช่วย สอนอาชีพให้ และมีสอนภาษาอังกฤษให้บ้าง คนที่อยากเปลี่ยนอาชีพก็ตั้งใจเรียน เพื่อจะได้มีงานดีๆทำ
ร้านนี้เขาใช้กาแฟดอยช้าง ซึ่งเขาว่าเป็นกาแฟที่รับซื้อจากชาวบ้านในราคาที่เป็นธรรมค่ะ ขนมของเขาก็รสดีค่ะ มีคนต่างชาติมาสอนให้ทำ วันที่ไปลองสั่งกาแฟอเมริกาโนมาชิม รสชาดใช้ได้ ไม่บางเกินไป และสำหรับท่านที่ชอบเครื่องดื่มเย็น ทางร้านก็มีกาแฟสูตรที่คิดขึ้นเองไว้บริการ ในราคาไม่แพงค่ะ



วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

หมูสะเต๊ะลุงหมู


เสียงกริ่งที่หน้าประตูบ้านดังขึ้น เราเดินไปเปิดประตูรับหมูสะเต๊ะ จากลุงหมู ไปได้พบกันเสียหลายปี ลุงหมูดูแก่ลงเยอะทีเดียว...
            สองสามวันก่อนหน้านี้ เราโทรศัพท์ไปสั่งหมูสะเต๊ะจากลุงหมู เพื่อจะนำไปช่วยงานบ้านญาติผู้ใหญ่ เสียงลุงเหมือนดีใจ รีบรับปากว่าจะนำมาให้เอง เพราะเดี๋ยวนี้อายุชักมากเข้า ก็ไม่ได้ออกทุกวัน เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว แต่ผลัดกันกับญาติ เมื่อก่อนนี้มีรถปิ้งหมูสองคัน ออกคนละสาย เดี๋ยวนี้ยุบเหลือคันเดียว
            แม่เล่าให้ฟัง ย้อนไปถึงเมื่อครั้งที่เริ่มเป็นเจ้าประจำกันใหม่ๆ นานหลายปีมาแล้ว สมัยก่อนนี้ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ เวลาที่บ้านเราจะสั่งหมูสะเต๊ะ ก็เอาจานมาวางตั้งไว้บนม้านั่ง ยกออกมาวางไว้นอกประตูบ้าน เป็นสัญญลักษณ์ให้จอด เมื่อลุงหมูถีบรถผ่านมา ถ้าเห็นจานวางอยู่ ก็จะมากดกริ่ง สมัยนั้นเวลาหลานเล็กๆมาที่บ้าน คุณยายจะสั่งบ่อยมาก เพราะหลานๆชอบ มี่อยู่ครั้งหนึ่ง ที่บ้านเราเคยเหมาหมูสะเต๊ะลุงหมู มาเลี้ยงวันเกิดหลานคนหนึ่งของคุณยาย ลุงหมูมายืนปิ้งอยู่หน้าบ้าน หอมไปทั่ว เด็กๆสนุกกันมาก เพราะได้ทานหมูที่(เกือบจะ)ปิ้งเอง... แล้วต่อมาคุณตาก็เสียไป... หลังจากนั้น ลุงหมูก็พัฒนาขึ้น มีโทรศัพท์ใช้ คุณยายสั่งได้ ไม่ต้องเอาจานมาวางบนม้านั่งนอกบ้านอีกแล้ว... แล้วสิบห้าปีต่อมา คุณยายก็เสียไปอีก ตอนนี้ หลานเล็กๆที่ชอบหมูสะเต๊ะก็โตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้ว...
หลังจากที่คุณยายเสียไป ที่บ้านเราก็ยังสั่งหมูสะเต๊ะลุงหมูอยู่ แม้จะไม่บ่อยเท่าเมื่อคุณยายยังอยู่ แต่มีสองครั้งที่มีเหตุการณ์ให้จำได้ ครั้งแรก เป็นช่วงใกล้สงกรานต์ เราพยายามติดต่อลุงหมูอยู่หลายวัน ในที่สุดก็ได้ความว่ากลับไปทำบุญและเล่นสงกรานต์ที่บ้านร้อยเอ็ด เพิ่งกลับมาถึง ยังขายไม่ได้... อีกครั้งหนึ่งคือหลังเหตุการณ์น้ำท่วมมหาวินาศ ลุงหมูบอกว่า กลัวน้ำจะท่วมเครื่องมือหากิน จึงเก็บขึ้นที่สูงหมด แม้จะไม่โดนน้ำท่วม ก็ยังไม่ได้เอาของลงมา เลยขายไม่ได้อีก...
พบกันวันนี้ ลุงหมูยังคงใจดีและพูดคุยเหมือนเดิม คุยกันอยู่นานทีเดียว ว่าที่จริงแล้วก็เป็นเจ้าประจำกันมานานราวยี่สิบปีแล้ว... เรามองดูลุงหมูถีบรถปิ้งหมูสะเต๊ะจากไป พร้อมกับตั้งคำถามอยู่ในใจ... อยากรู้จังว่า ลุงหมูคิดจะกลับไปพักผ่อนที่บ้านร้อยเอ็ด หลังเกษียณบ้างไหม และที่อยากรู้มากคือ ลุงหมูมีรายได้เท่าที่คาดหวัง ก่อนจะมาทำงานในกรุงเทพไหมหนอ

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

แบบนี้ค่ะ... ยำใหญ่


พอดีที่บ้านจะทำบุญ แล้วก็เลยคิดว่าจะทำอาหารกันเอง ไม่สั่งร้านอย่างที่เคย พวกเราคิดกันว่าจะทำยำใหญ่เลี้ยงพระด้วย แต่เนื่องจากไม่ได้ทำนานแล้ว เกรงว่าจะใส่เครื่องไม่ครบ ก็เลยพยายามจะค้นจากในเน็ตดูว่าเครื่องยำใหญ่มีอะไรบ้าง... เจอดีเลยมะล่ะ... ได้อ่านหลายสูตรมาก แต่มันไม่ใช่ยำใหญ่แบบโบราณอย่างที่เจ้าของตำรับพูดไว้เลยซักสูตรเดียว ส่วนใหญ่จะให้ใช้วุ้นเส้นเป็นเครื่องปรุงหลัก แล้วก็มีกุ้งสด ปลาหมึกสด เครื่องในหมูลวกเป็นเครื่องปรุงประกอบ พร้อมทั้งต้นหอมผักชี... อยากบอกเขาเหลือเกินว่านั่นไม่ใช่ยำใหญ่ค่ะ เขาเรียกยำวุ้นเส้นใส่ไข่ต้ม...
            หลังจากถามญาติผู้ใหญ่เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องปรุงครบสูตรแล้ว จึงคิดว่าบันทึกไว้หน่อยก็ดี คนที่ไม่เคยทานยำใหญ่เขาจะได้รู้จักของจริง... ก่อนที่มันจะกลายพันธุ์ไปเป็นอะไรก็ไม่รู้...
            เครื่องปรุงยำใหญ่แบบไทยแท้แต่โบราณ คือ แตงร้านฝานชิ้นบางๆเล็กๆ เอาแต่เนื้อ, หัวไชเท้าฝานชิ้นเท่าแตงร้าน แล้วซาวในน้ำเกลือ ขยำแล้วบีบน้ำเกลือออกให้หมด, เห็ดหูหนูสดหั่นเป็นชิ้นยาว, คึ่นช่ายนิดหน่อย ตัดเป็นท่อน, กุ้งแห้งแช่น้ำให้นิ่มแล้วฝานครึ่งตัว, ปลาหมึกแห้งปิ้งฉีกฝอย, กุ้งสดลวก, เนื้อไก่ต้มฉีกฝอย, หมูสามชั้นต้มสุก หั่นชิ้นเล็กๆยาวๆ, ไข่ต้ม แบ่งตามยาวให้ได้ฟองละแปดเสี้ยว (ไม่มีวุ้นเส้น หรือเครื่องใน เด็ดขาด แครอทก็ไม่ต้องมี เพราะโบราณไม่มีแครอทนะฮ้า... แต่ถ้าใครจะใส่เพราะมันเป็นผัก ก็ไม่ผิดกติกาค่ะ)
            ส่วนน้ำยำ... ใช้พริกแดงตำหยาบ ผสมน้ำตาลทราย เกลือ น้ำส้ม ชิมดูให้รสกลมกล่อม ยำที่เป็นอาหารทางภาคกลางจะไม่ออกรสจัดมาก เพราะรับประทานในสำรับร่วมกับอาหารอื่น
            ปรุงน้ำยำเสร็จแล้ว เคล้าทุกอย่าง เว้นไข่ต้มเข้าด้วยกัน ลองชิมดู เมื่อได้รสที่ถูกใจแล้วจึงใส่ไข่ต้มลง เคล้าเบาๆ จัดใส่จาน ประดับด้วยไข่ต้มและผักชีกับใบสะระแหน่นิดหน่อย ... แบบนี้ค่ะ...ยำใหญ่


วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

ขนมทองโยะ


          ขนมชนิดนี้หารับประทานยากหน่อย เป็นขนมของทางเหนือ ซึ่งมีทำกันในหลายพื้นที่ เมื่อได้รับประทานตอนแรก ก็คิดว่าชื่อขนมทองโยะเป็นภาษาไทยใหญ่ เพราะเห็นชาวไทยใหญ่เขาทำเป็นกันทุกบ้าน แต่ภาษาไทยใหญ่เขาเรียกขนมนี้ว่า "ข้าวปุก"  ตามสูตรของไทยใหญ่ ในฤดูหนาวจะเป็นฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งจะมีข้าวเหนียวใหม่ออก และทางเหนือมีงาชนิดหนึ่ง เม็ดป้อมๆเรียกว่า งาม้อน กลิ่นจะไม่มากเท่างาดำปกติ เมื่อข้าวเหนียวใหม่ และงาม้อนออก ชาวไทยใหญ่จะนึ่งข้าวเหนียว แล้วตำกับงา ปั้นแป้งให้เป็นก้อน และคลุกกับงาอีกครั้งหนึ่ง ส่วนน้ำจิ้ม ใช้วิธีละลายงบน้ำอ้อยและเคี่ยวจนเหนียวเป็นสีน้ำตาลไหม้ รับประทานแล้วรสคล้ายขนมเหนียวของทางภาคกลาง แต่ขนมเหนียวจะมีมะพร้าวเป็นส่วนผสม และโรยด้วยข้าวเม่าทอดกรอบๆ ทำให้รสแปลกไปอีกแบบหนึ่ง
            แต่ต่อมาจึงได้พบขนมนี้ตามที่ต่างๆทางภาคเหนือ ในหมู่พวกขมุก็มี เขาปั้นเป็นรูปร่างต่างๆกัน และเรียกว่าทองโยะเหมือนกัน บางแห่งก็ทำเป็นแผ่นหนาๆสี่เหลี่ยม บางแห่งก็ปั้นแบนๆเท่าฝ่ามือ บางแห่งเอามาจิ้มนมข้น
             ส่วนที่จังหวัดน่าน เวลาตำข้าวเหนียวกับงาม้อน เขาจะใส่เกลือลงไปนิดหน่อย หลังจากคลุกงาอีกครั้งหนึ่งแล้ว ก็รับประทานโดยจิ้มน้ำตาลทราย แต่ถ้าใครไม่ชอบจิ้มน้ำตาล จะทานเปล่าๆก็จะมีรสเค็มปะแล่มของเกลือ ทางน่านเรียกขนมนี้ว่า งาม้อน” 
            ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรี ก็มีวิธีทำขนมแบบเดียวกันนี้ แต่ใช้งาดำธรรมดา ไม่ใช่งาม้อน เขาเรียกขนมนี้ว่า "หมี่สิ" และสามารถนำไปทอดก่อนทาน หรือนำติดตัวเป็นเสบียงในการเดินทาง เพราะขนมไม่เสียง่าย
            แต่การเคี่ยวงบน้ำอ้อยให้เหนียว เพื่อใช้จิ้มขนม ตามแบบของไทยใหญ่นี่เวิร์คมากอ่ะ มันหอม เข้ากับขนมจริงๆเลย...

ขนมทองโยะ สูตรไทยใหญ่ น้ำจิ้มอร่อยมั่กค่า... เกือบหมดก่อนถ่ายรูปแน่ะ

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

ถนนท้ายวัง


         ถนนท้ายวัง เป็นถนนสายสั้นๆ คั่นระหว่างพระบรมมหาราชวัง กับวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เนื่องจากไม่มีอาคารอื่นอยู่บนถนนนี้เลย เมื่อนักท่องเที่ยวที่มาชมวัดโพธิ์ไปหมดแล้ว ถนนจึงค่อนข้างเงียบปราศจากผู้คนเดินไปมา ประตูพระบรมมหาราชวังที่เปิดออกสู่ถนนสายนี้ มีสามประตู คือประตูวิจิตรบรรจง ประตูอนงคารักษ์ และประตูพิทักษ์บวร แม้ในวันที่นักท่องเที่ยวขวักไขว่ มีรถบัสคันใหญ่ผลัดกันมาจอดริมถนนฝั่งวัดโพธิ์ ถนนฝั่งพระบรมมหาราชวังก็ยังไม่ค่อยมีคนเดินมากนัก ถ้าเริ่มต้นเดินจากกำแพงพระบรมมหาราชวังด้านทิศตะวันออกไปทางตะวันตกเรื่อยๆ เราจะรู้สึกได้ถึงความเงียบ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระบรมมหาราชวัง มักจะเกิดขึ้นด้านหน้า คือ การเข้าชมวัดพระแก้ว และการเข้าชมพระที่นั่งต่างๆ แต่ในอีกทางหนึ่ง ความเงียบของถนนท้ายวังนั้น ทำให้เรารู้สึกว่าได้ย้อนเวลากลับไป ยิ่งเมื่อเดินผ่านดงกล้วย และต้นมะม่วงใหญ่ในวังด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เราจินตนาการถึงชีวิตคนในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี
            เมื่อเดินไปจนสุดทาง ถนนท้ายวังก็จะไปบรรจบกับถนนมหาราช ตรงตลาดท่าเตียน หันหน้าออกแม่น้ำด้านขวามือ เดิมเป็นกรมการค้าภายใน แต่ขณะนี้ได้มีการรื้ออาคารออก และทำเป็นสวนสาธารณะแห่งใหม่ชื่อ สวนนาคราภิรมย์ เปิดมุมมองโล่งกว้างเห็นพระปรางวัดอรุณราชวรารามได้ชัดเจน แต่ถ้าเลี้ยวซ้ายไปตามถนนมหาราช เราก็จะเห็นภาพวัดโพธิ์ที่สงบ ร่มรื่น ซึ่งน้อยครั้งจะได้เห็นเช่นกัน

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554

เก้าวัดเก้าวัน

ช่วงเทศกาลปีใหม่พ.ศ. 2554 ทางกทม. ได้เชิญชวนประชาชนไปไหว้พระ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง เรียกงานนี้ว่า ไหว้พระเก้าวัดเก้าวัน ทางกทม.ได้จัดรถรางและรถโดยสารประจำทางไว้บริการโดยไม่คิดมูลค่า คนจัดเขาก็คงไม่คิดหรอกว่าโครงการนี้จะได้รับความนิยมมากขนาดนั้น แต่บังเอิญผิดคาด คนแห่กันไปไหว้พระแน่นขนัดจนผู้เกี่ยวข้องเองก็คงจะงงไม่น้อย ได้ยินนายท่าปล่อยรถเมล์บ่นว่า แล้วก็ไม่แจ้งรายละเอียดมา
ในช่วงวันหยุดนั้นคาดว่ากรุงเทพคงโล่ง เลยคิดจะไปเดินในเขตพระนคร เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของกรุงเทพ ในฐานะลูกหลานไทยซะหน่อย แต่พอไปเข้าจริงรถกลับติดมาก เห็นพี่ตำรวจจราจรคนหนึ่ง หยุดทำหน้าที่โบกรถแล้ว นั่งพักอยู่มอเตอร์ไซค์ของตัวเอง เลยลองไปถามดูว่าทำไมรถติด พี่เค้าบอกว่า คนมาไหว้พระกัน แถมท่องชื่อวัดให้ฟังเป็นชุด เอื๊อก... ผู้คนประมาณนี้เลยเหรอพี่... รถรางที่เตรียมไว้ไม่พอ ต้องเอารถเมล์มาเสริม คนเดินกันขวักไขว่ไปหมด ไม่รู้มาจากไหนกัน มิน่าล่ะ พี่ตำรวจถึงหยุดโบก ก็มันไม่รู้จะโบกอะไรจริงๆนี่นา
คนศรัทธาหลั่งไหลกันมาไม่ขาดสาย แล้วก็ตามแบบไทยๆ... คือต้องมีอาหารมาขาย จะเป็นรอบนอกของพระบรมมหาราชวัง หรืองานวัดในต่างจังหวัด ก็ไม่แตกต่าง... คนที่กินก็กินกันไป ที่เมาก็เมากันไป ที่ขายของก็ขายกันไป สนาม และสวนหย่อมรอบกำแพงพระบรมมหาราชวัง จึงเต็มไปด้วยขยะ ที่คนมักง่ายไม่รับผิดชอบทิ้งไว้เกลื่อนกลาด จนอดสงสัยไม่ได้ว่า คนเหล่านี้เขาศรัทธาในอะไรหรือ? ตามหลักธรรมของทุกศาสนา เมื่อจะเข้าไปกราบสิ่งที่ตนนับถือ ด้วยศรัทธาอย่างแท้จริง ก็ต้องทำตัวและทำใจให้สะอาด เมื่อใจสะอาด การแสดงความเคารพนั้นจึงจะเกิดเป็นมงคลแก่ชีวิต แล้วใจจะสะอาดได้อย่างไร ถ้าคนเราต้องเดินลุยกองขยะกับดงคนเมาเข้าไปกราบพระ
หลังจากเดินจนเมื่อยแล้ว ขากลับ ขึ้นรถพี่แท็กซี่คันหนึ่ง ตอนขึ้นไปใหม่ๆ ก็นึกเหมือนกันว่า คนขับรถแท็กซี่น่าจะใช้ยาระงับกลิ่นตัว... ซะมั่งนะ... แต่พอขับผ่านทางเท้าแห่งหนึ่ง พี่แท็กซี่ก็บอกว่า มันเอาพระมาขาย แบกะดินบนทางเดินแบบนี้ ดูแล้วมันไม่ดีเลย หาโต๊ะเตี้ยๆตั้งซักหน่อยก็ไม่ได้ เลยรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า ถึงแม้พี่จะเต่าแรงซักหน่อย แต่พี่ก็ยังเป็นชาวพุทธแท้กว่าพวกมาไหว้พระ แต่กินเหล้ากับทิ้งขยะ จริงๆนะพี่...

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

มีอะไรในน้ำชา...



        เขตพระนครชั้นใน บริเวณถนนมหาราช เป็นบริเวณที่มีสิ่งก่อสร้างเก่าๆ ทั้งอาคารพาณิชย์และอื่นๆมากมาย เหมือนประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต เป็นเสน่ห์ในตัวเอง คนต่างชาติที่สนใจประวัติศาสตร์หลายคน นิยมมาเดินเที่ยวชมเมืองเก่าแบบนี้ มีหนังสือคู่มือนำเที่ยวเล่มหนึ่ง ก็อ่านไปเดินไป เท่ากับได้ซึมซับรากเหง้าแห่งอารยธรรมของประเทศด้วยตน เอง ปัจจุบัน จึงมีโรงแรมขนาดเล็กสร้างเพื่อรองรับตลาดกุล่มนี้ บางแห่งก็ออกแบบ ตกแต่ง ให้คล้ายสถาปัตยกรรมยุโรป หรือเหมาะสมกลมกลืนกับอาคารในบริเวณใกล้เคียง
            ถนนมหาราช แม้จะมีตลาดกลางค้าส่ง อย่างปากคลองตลาดอยู่ใกล้เคียง แต่ส่วนที่ผ่านด้านหลังวัดโพธิ์ ก็ยังมีเวลาที่การจราจรเบาบาง อาคารร้านค้าริมถนนสายนี้ ส่วนที่ติดแม่น้ำ ไม่ใช่โกดังสินค้า แต่เป็นอาคารพาณิชย์เสียมากกว่า มีซอยเล็กๆตัดลงไปถึงริมน้ำเป็นระยะ เมื่อเดินเข้าซอยไป ความพลุกพล่านก็สงบลง ไม่เหมือนอยู่ในเขตการค้าที่จอแจมากนัก ใครที่เดินเที่ยวชมเมืองแถบนั้นจนเหนื่อยแล้ว ถ้าได้นั่งพักผ่อน จิบน้ำชายามบ่าย ในบรรยากาศสบายริมแม่น้ำ ก็น่าจะมีความสุขอีกแบบหนึ่ง ยิ่งถ้าได้นั่งที่ระเบียง รับลมเย็นจากแม่น้ำ มองดูเรือแล่นไปมา มีภาพพระราชวังเดิม และพระปรางวัดอรุณราชวรารามอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ ก็ยิ่งเหมือนได้เข้าไปอยู่ในโลกแห่งการพักผ่อนที่หาได้ยากทีเดียว
          ดังนั้น เมื่อเดินมาถึงซอยทางเข้าร้านกาแฟร้านหนึ่ง จึงอดไม่ได้ที่จะแวะเข้าไปสั่งขนมกับน้ำชา เพื่อจะได้นั่งเพลิดเพลินกับบรรยากาศให้หายเมื่อยสักครู่ ทั้งๆที่เป็นวันหยุด ก็มีคนคิดเหมือนเราหลายคนเหมือนกัน แหม่มคนหนึ่งมีหนังสือมานั่งอ่านใต้ร่มสนาม ในมุมร่มรื่น คงนั่งไปจนกว่าแซนด์วิชและน้ำส้มจะหมด... ร้านนี้คงไม่ค่อยว่างคนนัก ขนมเขาก็รสชาดใช้ได้ทีเดียว แต่รู้สึกว่า...วิธีเสิร์ฟน้ำชาค่อนข้างแปลกหน่อย ตอนรับออเดอร์ พนักงานถามว่า แยกนมไหมครับ ก็งง... เพราะตามมาตรฐานทั่วไป น้ำชานั้นต้องปรุงเอง แต่ก็บอกเขา (เพื่อป้องกันความไม่เข้าใจกัน) ว่า แยกนมและน้ำตาลด้วย เขาก็ให้น้ำตาลหนึ่งซอง กับนมสดเหยือกเล็ก-เล้ก-ก-ก ต่อน้ำชาหนึ่งกา ตอนชงเสร็จยิ่ง... เอ้อ... มีอะไรลอยมาในน้ำชาหนูคะเนี่ย... หนูทานอาหารมังสวิรัติค่า-า-า...